ความล้มเหลวรัฐธรรมนูญไทยในการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและประชาชน | นี่คือเหตุผลว่าทำไมเราจึงต้องมีรัฐธรรมนูญของประชาชนฉบับใหม่
- Manushya Foundation
- 39 minutes ago
- 2 min read

รัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่แค่เรื่องของนักกฎหมายแต่มันคือ “กติกาสูงสุดของประเทศ” ที่ต้องมีการรับรองสิทธิของประชาชนทุกคน
สำหรับ มูลนิธิมานุษยะ เราทำงานเพื่อให้ “เสียงของชุมชน” อยู่ในทุกการตัดสินใจ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม ที่ดินทำกิน หรือการพัฒนา และยึดหลักสิทธิมนุษยชนสากลที่ไทยมีพันธกรณีต้องเคารพและทำให้เกิดขึ้นจริง
แต่ประสบการณ์จากการทำงานร่วมกับชุมชนที่ต่อสู้แนวหน้า ทำให้เราเห็นชัดว่า ถ้ารัฐธรรมนูญไม่รับรองสิทธิให้ชัดเจน ดังนั้นต่อให้ชุมชน “เดือดร้อนจริง” ก็ไม่อาจเข้าถึงความยุติธรรม
รัฐธรรมนูญสำคัญอย่างไรในชีวิตจริง
ลองนึกภาพง่ายๆ รัฐธรรมนูญคือ “ฐานราก” ของบ้านทั้งหลัง
ถ้าฐานรากแข็งแรง สิทธิประชาชนก็แข็งแรง ทั้งนโยบาย กฎหมาย และการตัดสินใจของรัฐต้องเคารพสิทธิ
ถ้าฐานรากอ่อนแอ สิทธิประชาชนก็อ่อนแอ ทำให้กระบวนการรับฟังความคิดเห็นอาจกลายเป็นพิธีกรรม ข้อมูลไม่โปร่งใส และการเยียวยาล่าช้า
รัฐธรรมนูญยังเป็นหลักให้หน่วยงานรัฐ “ยึดถือ” เวลาชั่งน้ำหนักระหว่าง ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ กับ ชีวิต สุขภาพ และสิ่งแวดล้อมของประชาชน
ทำไม “รัฐธรรมนูญฉบับใหม่” ต้องรับรองสิทธิสิ่งแวดล้อมและสิทธิในที่ดินของชุมชน
รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มีบทบัญญัติเกี่ยวกับสิทธิชุมชนและหน้าที่รัฐอยู่ เช่น
มาตรา 43 วางหลักว่า บุคคลและชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ ฟื้นฟู วัฒนธรรม จัดการและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ และรวมชื่อเสนอแนะต่อหน่วยงานรัฐ โดยหน่วยงานต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วมในกระบวนการพิจารณาตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ
ตามมาตรานี้ทำให้เห็นว่าสิทธิบางข้อถูกผูกไว้กับคำว่า “ตามวิธีการที่กฎหมายบัญญัติ” แปลตรงไปตรงมา ถ้าไม่มีกฎหมายลูกรองรับ หรือออกมาแบบจำกัดสิทธิ ก็จะทำให้ประชาชน “ใช้สิทธิได้ไม่เต็มที่”
ต่อมามาตรา 57 และมาตรา 58 ย้าย “สิทธิ” ไปเป็น “หน้าที่ของรัฐ”
มาตรา 57 วางหลักว่า “รัฐต้อง…” อนุรักษ์และบริหารจัดการทรัพยากร โดยให้ประชาชนมีส่วนร่วมและได้รับประโยชน์ตามที่กฎหมายบัญญัติ
มาตรา 58 วางหลักว่า หากโครงการของรัฐหรือที่รัฐอนุญาต “อาจมีผลกระทบรุนแรง” ต้องมีการศึกษาและประเมินผลกระทบ (EIA/EHIA) และรับฟังความคิดเห็นก่อน พร้อมทั้งให้สิทธิประชาชนได้รับข้อมูลคำชี้แจง และกำหนดให้รัฐต้องเยียวยาอย่างเป็นธรรมและไม่ชักช้า
ดูจากข้อความอาจจะฟังดูดี แต่มี 2 ประเด็นใหญ่ที่ต้องวิเคราะห์
ประเด็นที่ 1 เป็น “สิทธิ” ที่เน้นขั้นตอน มากกว่าสิทธิในเนื้อหามาตรา 58 เน้นว่า “ต้องทำ EIA ต้องรับฟัง ต้องให้ข้อมูล ต้องเยียวยา”แต่ไม่ได้เขียนให้ชัดว่า ประชาชนมีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและดี โดยตรง
ประเด็นที่ 2 สิทธิหลายส่วนยัง “ขึ้นกับการต้องบัญญัติกฎหมายมารับรอง”เมื่อสิทธิถูกเขียนให้เป็นหน้าที่รัฐและผูกกับการออกแบบของกฎหมาย ระเบียบ การคุ้มครองจึงขึ้นกับว่า “รัฐออกแบบระบบ” ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงแค่ไหน
ต่อมา เรื่องที่ดินเป็นแค่ "นโยบาย" ไม่ใช่การรับรอง "สิทธิในที่ดินของชุมชน"
มาตรา 72 ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐ วางหลักว่า รัฐพึงดำเนินการเกี่ยวกับที่ดิน ดังต่อไปนี้ (๑) วางแผนการใช้ที่ดินของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดินตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน… (๓) จัดให้มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ทำกินได้อย่างทั่วถึงและเป็นธรรม…
และมาตรา 258 ในหมวดของการปฎิรูปประเทศ วางหลักว่า ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่าง ๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้ ในข้อ ช. ด้านอื่น ๆ (๒) จัดให้มีการกระจายการถือครองที่ดินอย่างเป็นธรรม รวมทั้งการตรวจสอบกรรมสิทธิ์และการถือครองที่ดินทั้งประเทศเพื่อแก้ไขปัญหากรรมสิทธิ์และสิทธิครอบครองที่ดินอย่างเป็นระบบ…
ทั้งสองมาตราข้างต้นมีการกล่าวถึง "การจัดสรรที่ดินอย่างเป็นธรรม" แต่เขียนไว้ในหมวดแนวนโยบายแห่งรัฐและการปฏิรูปประเทศ ไม่ได้เขียนรับรองให้เป็น "สิทธิในที่ดินของชุมชน" ที่บังคับใช้ได้จริง
ความหมายคือ รัฐสามารถใช้นโยบายและกฎหมายลำดับรองมาควบคุมที่ดิน หรือจำกัดสิทธิชุมชนในการออกนโยบายได้ โดยอ้างคำสวยหรูว่ากำลังทำเพื่อการ "ปฏิรูป" หรือ "จัดสรร"
บทเรียนจากพื้นที่จริงจากกรณีของชาวบ้านจังหวัดพิจิตร และชาวบ้านซับหวาย จังหวัดชัยภูมิ

กรณีจังหวัดพิจิตรชุมชนได้รับผลกระทบจากเหมืองทอง
ในพื้นที่ที่มีโครงการขนาดใหญ่และมีข้อกังวลเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ สิ่งที่ชุมชนต้องการไม่ใช่แค่ “เอกสารรับฟังความคิดเห็น” แต่คือชุมชนมีสิทธิ
ต้องได้ข้อมูลครบก่อนตัดสินใจ
ต้องมีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย
ต้องมีระบบตรวจสอบที่เป็นอิสระ
และถ้าเกิดความเสียหาย ต้องได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเป็นธรรม
เมื่อรัฐธรรมนูญไม่เขียน “สิทธิสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย” ให้ชัดเจน การต่อสู้ของชาวบ้านมักถูกทำให้กลายเป็นเรื่อง “ขอความเมตตา” แทนที่จะเป็นเรื่อง “สิทธิที่ต้องได้”
ส่วนกรณีชาวบ้านซับหวายในจังหวัดชัยภูมิ
ชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากนโยบายรัฐ “นโยบายทวงคืนผืนป่า” ชาวบ้านถูกมองเป็นผู้บุกรุก ทั้งที่ชาวบ้านเป็นผู้ดูแลผืนดินมานาน
เมื่อรัฐธรรมนูญไม่รับรองสิทธิในที่ดินของชุมชนให้เข้มแข็งพอ ความเป็นธรรมจึงถอยหลังชุมชนต้องพิสูจน์ตัวเองตลอดเวลา แต่รัฐไม่จำเป็นต้องพิสูจน์ว่ากระบวนการตัดสินใจเป็นธรรมและมีส่วนร่วมจริงแค่ไหน
ประเทศไทยมีพันธกรณีต้องปฎิบัติตามหลักสิทธิมนุษนยชนระหว่างประเทศ
คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และสมัชชาใหญ่แห่งสหประชาชาติ รับรองว่า “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน เป็นสิทธิมนุษยชน” และยืนยันว่า รัฐมีหน้าที่ในการเคารพ คุ้มครอง และส่งเสริมสิทธิมนุษยชนให้เกิดขึ้นจริง
นี่คือทิศทางที่ไทยควรเดินไปให้ทัน ไม่ใช่ถอยหลัง
หากเราต้องการให้การพัฒนาโดยคำนึงถึงสิทธิของสิ่งแวดล้อมและสิทธิของชุมชน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ควรรับรองอย่างน้อย 5 เรื่องนี้ให้ชัดเจน
สิทธิในการอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัยและดี ไม่ใช่แค่หน้าที่รัฐ
สิทธิชุมชนในการมีส่วนร่วมที่มีความหมายและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล ตั้งแต่ต้นทาง ไม่ใช่รับฟังเพียงตามขั้นตอนเพื่อให้ผ่าน
สิทธิในที่ดินของชุมชน ชุมชนต้องมีสิทธิในที่ดินและวิถีชีวิตของตนอย่างชัดเจนและมั่นคง เพื่อไม่ให้รัฐสามารถพรากสิทธิเหล่านี้ไปได้ผ่านการเปลี่ยนนโยบายหรือแผนการ “ปฏิรูป”
กลไกตรวจสอบที่เป็นอิสระ เพื่อไม่ให้รัฐตรวจสอบตัวเองฝ่ายเดียว
สิทธิในการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา รวมถึงการฟื้นฟูหลังจากมีผลกระทบ
ดังนั้นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนต้องรับรองหลักการสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย สะอาด เอื้อต่อสุขภาพ และยั่งยืน การอนุรักษ์และฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมสำหรับคนรุ่นปัจจุบันและอนาคต การเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม การมีส่วนร่วมของประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อมและการเข้าถึงความยุติธรรมตามกฎหมาย รวมถึงสิทธิในที่ดินของชุมชน ตลอดทั้งการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพในเรื่องสิ่งแวดล้อมสำหรับทุกคน
เพราะอนาคตที่ปลอดภัย “ไม่ควรเป็นเรื่องขอร้อง” แต่ต้องเป็นสิทธิ
การโหวตเห็นชอบเพื่อเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ไม่ใช่แค่เรื่องการเมืองแต่มันคือการเลือก “ฐานราก” ที่จะคุ้มครองชีวิต สุขภาพ สิ่งแวดล้อม และศักดิ์ศรีของผู้คนในรุ่นเราและรุ่นต่อไป
รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยืนข้างประชาชน ไม่ใช่ยืนข้างโครงการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อนายทุน แต่ทิ้งชุมชนในพื้นที่ไว้ข้างหลัง
8 กุมภาพันธ์นี้ ถึงเวลาโหวตเห็นชอบรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อเปิดทางสู่รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
#รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน #สิทธิชุมชน #สิทธิสิ่งแวดล้อม #VoteRightsnow #VoteForClimate
SOURCES:
Manushya Foundation – Joint UPR Submission on Land Rights (https://www.manushyafoundation.org/joint-upr-submission-landrights)
EnLAW Foundation
Where is Right to Environment? A Right to Environment Analysis Article (https://enlawfoundation.org/where-is-right-to-environment/)
Public explainer post on environmental rights in Thailand’s constitution (https://www.facebook.com/share/p/1CEV6RhjDN/)
iLaw (Internet Law Reform Dialogue) — The rights to housing, a healthy environment, food, and gender diversity are possible in a new Constitution. (https://www.ilaw.or.th/articles/56937)
Ramkhamhaeng University Law Journal — Linkage between “Community Rights” and “Natural Resources and Environment” under the Thai Constitution B.E. 2560 (http://www.lawjournal.ru.ac.th/abstract/1538637466_บทความคนึงนิจ%20ศรีบัวเอี่ยม%20ความเชื่อมโยงสิทธิชุมชน%20สิ่งแวดล้อม%20รัฐธรรมนูญ%2060%20-%20Copy.pdf)
BioThai (Biodiversity and Community Rights Action Thailand) – Environmental rights under the 2017 Constitution have been diminished. (https://biothai.net/food-security-situation/food-security/8281)
Greenpeace Thailand — From a Constitution that monopolizes natural resources to one that recognizes the “Rights of Nature.” (https://www.greenpeace.org/thailand/story/58552/constitutional-recognition-of-the-right-to-a-healthy-environment-and-climate-protection/)
National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) – Statement of the National Human Rights Commission of Thailand (NHRCT) on the occasion of World Environment Day 2024. (https://www.nhrc.or.th/th/NHRC-News-and-Important-Events/11957)
.png)




