top of page

กำหนดการแถลงข่าว: เมื่อภาคประชาสังคมตอบสนองต่อการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยโดยสหประชาชาติ (UPR IV)

Writer: Manushya Foundation
Manushya Foundation
1 day ago
2 min read

เสียงเรียกร้องของใครได้รับการรับฟังบ้าง? เมื่อภาคประชาสังคมตอบสนองต่อการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยโดยสหประชาชาติ พร้อมเรียกร้องถึงความรับผิดชอบ


ผู้เข้าร่วม

ผู้นำภาคประชาสังคมและผู้แทนชุมชน ซึ่งจัดโดยมูลนิธิมานุษยะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อไซลัมแอคเซส ประเทศไทย มูลนิธิทำทาง ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน คณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ  เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT) เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (มูฟดิ) มูลนิธิยังไพรด์ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมไทยเพื่อกระบวนการ UPR และกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ

การดําเนินการ

การแถลงจุดยืนและการตอบสนองของภาคประชาสังคมต่อข้อเสนอแนะจากประเทศสมาชิกสหประชาชาติ และคำชี้แจงเบื้องต้นของประเทศไทย ภายหลังการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามกลไกการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) รอบที่ 4

กําหนดการ

วันอังคารที่ 10 พฤศจิกายน 2569 | เวลา 10:00-11:30 น. | เริ่มลงทะเบียนเวลา 9:30 น.

สถานที

SCC Creative Space แขวงถนนเพชรบุรี เขตราชเทวี กรุงเทพมหานคร Google Map link here

ภาษาไทย พร้อมบริการล่ามแปลภาษาไทย–อังกฤษ

รับชมไลฟ์สดทาง Facebook ได้ที่ tinyurl.com/UPRIVpresscon

การลงทะเบียน

ลงทะเบียนได้ที่นี่: bit.ly/UPRIVpresscon


ช่องทางการติดต่อ

โจ บาดอง (Jo Badong), ผู้ จัดการ ฝ่าย การสื่อสาร และ การรณรงค์ (Communications & Campaigns Manager)

jo@manushyafoundation.org | +66 81 863 7526

มูลนิธิมานุษยะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อไซลัม แอคเซส ประเทศไทย มูลนิธิทำทาง ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน คณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT) เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (มูฟดิ) ผู้นำภาคประชาสังคมและผู้แทนชุมชน ซึ่งจัดโดยมูลนิธิมานุษยะ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย อไซลัมแอคเซส ประเทศไทย มูลนิธิทำทาง ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน คณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (IWNT) เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (มูฟดิ) มูลนิธิยังไพรด์ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมไทยเพื่อกระบวนการ UPR และกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ และภาคีเครือข่ายภาคประชาสังคมไทยเพื่อกระบวนการ UPR และกลไกสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ จะร่วมกันจัดงานแถลงข่าวในวันที่ 10 พฤศจิกายน ซึ่งเป็นวันถัดไปจากวันที่ประเทศไทยเข้ารับการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระ รอบที่ 4 โดยผู้นำภาคประชาสังคมจากหลากหลายภาคส่วนจะร่วมแสดงความเห็นต่อข้อเสนอแนะจากรัฐสมาชิกสหประชาชาติและคำชี้แจงเบื้องต้นของประเทศไทย เพื่อชี้ให้เห็นประเด็นปัญหาและช่องว่างในทางปฏิบัติที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข พร้อมเรียกร้องให้มีการตรวจสอบและให้รัฐรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน


งานแถลงข่าวครั้งนี้ต่อยอดมาจากการรณรงค์ร่วมกันของภาคประชาสังคมก่อนการทบทวน UPR รอบที่ 4 ของประเทศไทย ซึ่งมีการยื่นรายงานจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียจำนวนทั้งหมด 84 ฉบับ โดยบันทึกสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนและเรียกร้องให้มีการปฏิรูป ในส่วนหนึ่งของความพยายามดังกล่าว มูลนิธิมานุษยะและเครือข่ายฯ ได้เผยแพร่เอกสารข้อมูลเพื่อการขับเคลื่อนที่นำโดยชุมชนจำนวน 28 ฉบับ (โปรดดูภาคผนวก 1) เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2569


Civil society partners will examine whose demands were reflected, which violations remain insufficiently addressed and what Thai authorities must do next. Journalists will hear directly from speakers working on refugee protection, civil and political rights, self-determination in Patani or Thailand’s Deep South, bodily autonomy, environmental justice and the rights of marginalised communities.



ผู้จัดงาน


มูลนิธิมานุษยะ (Manushya Foundation) ได้ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2560 ในรูปแบบขบวนการที่นำโดยสตรีและขับเคลื่อนด้วยแนวคิดสตรีนิยมเชิงสหสัมพันธ์ และแนวคิดปลดแอกอาณานิคม โดยมีฐานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีการทำงานร่วมกับชุมชนแนวหน้าเพื่อการเข้าถึงความยุติธรรม ปกป้องพื้นที่พลเมือง คุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนที่ตกอยู่ในความเสี่ยงจากการปราบปรามข้ามชาติ สิทธิดิจิทัล ความยุติธรรมทางสภาพภูมิอากาศ และความรับผิดชอบขององค์กรธุรกิจ มูลนิธิมานุษยะมุ่งเน้นขยายพลังเสียงของกลุ่มประเทศซีกโลกใต้ผ่านแนวทางเชิงปลดแอกอาณานิคมในด้านการให้ความช่วยเหลือและสิทธิมนุษยชน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.manushyafoundation.org/


แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย (Amnesty International Thailand) เป็นส่วนหนึ่งของขบวนการเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนระดับโลก ซึ่งรณรงค์เพื่อโลกที่ทุกคนสามารถใช้สิทธิมนุษยชนของตนได้อย่างเต็มที่ โดยองค์กรของเราทำงานร่วมกับนักกิจกรรมและชุมชนเพื่อเปิดเผยการละเมิดสิทธิมนุษยชน ปกป้องสิทธิ และเรียกร้องให้ผู้กระทำการละเมิดต้องรับผิดชอบ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.amnesty.or.th/.


อไซลัมแอคเซส ประเทศไทย (Asylum Acsess Thailand: AAT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2550 โดยให้คำปรึกษาและความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัยที่แสวงหาที่ลี้ภัย ผ่านกระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัย (Refugee Status Determination: RSD) ซึ่งดำเนินการโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR) ในกรุงเทพมหานคร ผู้รับบริการของ AAT มาจากกว่า 40 สัญชาติ โดย AAT สนับสนุนให้ผู้ลี้ภัยสามารถใช้สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานของตนได้ผ่านเครื่องมือการทำงานแบบ   บูรณาการ อาทิ การให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายในกระบวนการพิจารณาสถานะผู้ลี้ภัยของ UNHCR การเสริมสร้างศักยภาพทางกฎหมายให้แก่ชุมชน การผลักดันเชิงนโยบาย และการดำเนินคดีเชิงยุทธศาสตร์ในระบบกฎหมายภายในประเทศ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://asylumaccess.org/thailand/


มูลนิธิทำทาง (Tamtang Foundation) เป็นกลุ่มสตรีนิยมที่ทำงานในระดับแนวหน้า ซึ่งนำโดยผู้หญิงที่มีประสบการณ์การทำแท้งและเลสเบี้ยน ไบเซกชวล และบุคคลอินเตอร์เซ็กส์ โดยมุ่งมั่นส่งเสริมการเข้าถึงบริการทำแท้งที่ปลอดภัยและเปี่ยมด้วยศักดิ์ศรีในประเทศไทย มูลนิธิทำทางมุ่งสร้างสังคมที่เข้าใจเรื่องสิทธิในการกำหนดเจตจำนงเหนือเนื้อตัวร่างกายของตนเอง (bodily autonomy) โดยดำเนินงานผ่านพันธกิจหลัก 4 ด้าน ได้แก่ 1) การให้คำปรึกษาและส่งต่อไปยังบริการที่เกี่ยวข้อง 2) การเสริมพลังให้แก่ผู้หญิงที่มีประสบการณ์การทำแท้ง 3) การขับเคลื่อนขบวนการสตรีนิยมที่สนับสนุนสิทธิในการทำแท้ง และ 4) การผลักดันเชิงนโยบายเพื่อท้าทายและขจัดอคติและตราบาปที่เกี่ยวข้องกับการทำแท้ง ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/SafeAbortionThailand


ขบวนการประชาธิปไตยอีสาน (Isan Democracy Movement: IDM) เป็นขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อประชาธิปไตยระดับรากหญ้าที่ตั้งอยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย หรือภาคอีสาน โดยรณรงค์เพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางสังคม การมีส่วนร่วมในระบอบประชาธิปไตย และสิทธิของชุมชนชายขอบ ขบวนการฯ รวบรวมเครือข่ายภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นเพื่อท้าทายการรวมศูนย์อำนาจของรัฐ ปกป้องสิทธิในที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ และผลักดันความเป็นธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ผ่านการระดมพลังของชุมชนและการรณรงค์สาธารณะ นอกจากนี้ ขบวนการฯ ยังเรียกร้องให้มีรัฐธรรมนูญที่จัดทำโดยประชาชน ส่งเสริมสิทธิในการกำหนดเจตจำนงของท้องถิ่นให้มากขึ้น และผลักดันนโยบายที่ให้ความสำคัญกับสิทธิและวิถีชีวิตของชุมชนชนบท ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://www.facebook.com/IsanDemocracyMovement/


คณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ (The Patani Working Group for Monitoring on International Mechanisms) ประกอบด้วยนักกิจกรรมจากพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ซึ่งรวมตัวกันภายใต้แนวร่วมแนวร่วมภาคประชาสังคมไทยเพื่อการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (UPR) และกลไกสหประชาชาติ (Thai CSO Coalition for the UPR and UN Mechanisms) และเครือข่ายธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนไทย (Thai BHR Network) โดยมีเป้าหมายเพื่อเชื่อมโยงและสื่อสารระหว่างกลไกระหว่างประเทศในระดับภูมิภาคและระดับโลกกับจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย


เครือข่ายสตรีชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย (Indigenous Women’s Network of Thailand: IWNT) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2539 ในฐานะส่วนหนึ่งของมูลนิธิเพื่อการศึกษาและวัฒนธรรมชุมชนบนพื้นที่สูง (Inter Mountain Peoples Education and Culture in Thailand: IMPECT) โดยมีเป้าหมายเพื่อนำมุมมองด้านเพศภาวะมาใช้ในกิจกรรมการพัฒนาที่ส่งผลกระทบต่อชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ต่อมาในปี พ.ศ. 2554 IWNT ได้จัดตั้งขึ้นเป็นองค์กรอิสระเพื่อดำเนินงานพัฒนาคุณภาพชีวิตของสตรีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย โดยทำงานร่วมกับกลุ่มชาติพันธุ์หรือ “ชนเผ่า” ต่าง ๆ ได้แก่ กะเหรี่ยง ลีซู ม้ง ลาหู่ อาข่า ดาราอั้ง ไทใหญ่หรือตระกูลไทใหญ่ ลัวะ คะฉิ่น เมี่ยน มอแกน และอูรักลาโวยจ IWNT มีเป้าหมายในการส่งเสริมสิทธิของสตรีชนเผ่าพื้นเมือง ทั้งในฐานะผู้หญิงและในฐานะชนเผ่าพื้นเมือง ส่งเสริมการใช้กลไกและตราสารทั้งในระดับชาติและระดับนานาชาติเพื่อคุ้มครองผู้หญิง เสริมสร้างการมีส่วนร่วมของสตรีชนเผ่าพื้นเมืองในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และองค์กรหรือกลไกอื่น ๆ ที่มีอำนาจตัดสินใจ เพื่อให้หน่วยงานเหล่านี้ตระหนักถึงและสนับสนุนสิทธิและองค์ความรู้ดั้งเดิมของสตรีชนเผ่าพื้นเมือง โดยในตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เครือข่ายได้ขยายการดำเนินงานให้ครอบคลุมสมาชิกจากชุมชนและกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองมากกว่า 26 กลุ่มในทุกภูมิภาคของประเทศ


เครือข่ายประชาชนขจัดการเลือกปฏิบัติ (มูฟดิ MovED: People’s Movement to Eliminate Discrimination) เป็นเครือข่ายที่ทำงานร่วมกับกลุ่มเปราะบางและกลุ่มชายขอบในประเทศไทย เพื่อผลักดันการขจัดการเลือกปฏิบัติผ่านการรณรงค์เชิงประจักษ์ การมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย และการมีส่วนร่วมของชุมชน เครือข่ายก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2566 โดยรวบรวมองค์กร 103 แห่งที่เป็นตัวแทนของประชากรหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ ผู้หญิง เด็กและเยาวชน คนพิการ ผู้ที่มีเชื้อเอชไอวี บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) แรงงานข้ามชาติ แรงงานนอกระบบ ชนเผ่าพื้นเมือง และกลุ่มอื่น ๆ ที่ได้รับผลกระทบจากการเลือกปฏิบัติ MovED มุ่งแก้ไขความเหลื่อมล้ำเชิงโครงสร้างผ่านการผลักดันให้มีกฎหมายต่อต้านการเลือกปฏิบัติที่ครอบคลุม ควบคู่ไปกับการส่งเสริมความตระหนักรู้ของสาธารณชน การติดตามตรวจสอบสถานการณ์การเลือกปฏิบัติ และการเสริมสร้างเสียงของชุมชน เพื่อให้การดำเนินมาตรการต่าง ๆ ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชนและหลักฐานเชิงประจักษ์ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่: https://move-d.org/


มูลนิธิยังไพรด์ (Young Pride Foundation) ก่อตั้งขึ้นในปี พ.ศ. 2561 เป็นองค์กรที่ขับเคลื่อนโดยเยาวชนและผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ+) ซึ่งสนับสนุนสิทธิมนุษยชน ความเท่าเทียมทางเพศ และประชาธิปไตยผ่านการเรียนรู้ออนไลน์ การจัดกิจกรรม และการประชุมหารือ พวกเรามุ่งมั่นที่จะสนับสนุนและรักษาความสัมพันธ์อันดีระหว่างผู้นำเยาวชน ผ่านการสนับสนุนด้านการสื่อสารและการแบ่งปันทรัพยากรร่วมกัน นอกจากนี้ เรายังมีเป้าหมายในการส่งเสริมความเข้าใจเรื่องความหลากหลายและการโอบรับความแตกต่าง (Diversity & Inclusion) ในระดับมหาวิทยาลัย รวมถึงเฝ้าระวังและติดตามกรณีการเลือกปฏิบัติที่ไม่เป็นธรรม สำหรับข้อมูลเพิ่มเติม สามารถดูได้ที่ https://youngprideclub.com/


ภาคีเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมไทยเพื่อกลไก UPR และกลไกสหประชาชาติ (The Thai CSOs Coalition for the UPR and UN Mechanisms) ก่อตั้งขึ้นในช่วงการทบทวน UPR รอบที่ 2 ของประเทศไทย เป็นขบวนการที่ขับเคลื่อนโดยประชาชนและตั้งอยู่บนแนวคิดสตรีนิยมเชิงสหสัมพันธ์ โดยรวบรวมชุมชนท้องถิ่นและองค์กรภาคประชาสังคมระดับชาติจากทุกภาคส่วนที่ทำงานด้านสิทธิมนุษยชน ในฐานะที่เป็นหนึ่งในขบวนการที่ขับเคลื่อนจากระดับรากหญ้าและคำนึงถึงความทับซ้อนของอัตลักษณ์ที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย เครือข่ายฯ มีส่วนร่วมกับกลไก UPR และคณะกรรมการประจำสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ โดยเชื่อมโยงการต่อสู้ในประเด็นต่าง ๆ ตั้งแต่สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ความเป็นธรรมด้านที่ดินและสิ่งแวดล้อม และสิทธิแรงงาน ไปจนถึงสิทธิดิจิทัล เสรีภาพในการแสดงออก การปราบปรามข้ามชาติ และการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัยทางการเมือง เยาวชน บุคคลผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTIQ+) และชุมชนที่เผชิญกับการถูกกีดกันอย่างเป็นระบบ เครือข่ายฯ ได้ส่งเสริมความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกันระหว่างชุมชนที่เผชิญกับความท้าทายร่วมกัน และเสริมสร้างการดำเนินงานร่วมกันเพื่อเรียกร้องให้รัฐและภาคธุรกิจรับผิดชอบต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

 
 
bottom of page