top of page

ถึงรัฐบาลไทย "อย่าบอกว่าทำเรื่องสิทธิมนุษยชนเพื่อเรา โดยปราศจากเสียงและการมีส่วนร่วมของเรา": ชุมชนรากหญ้าเปิดตัวเอกสารข้อมูล 28 ฉบับเรื่องสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทย ก่อนการทบทวน UPR โดยสหประชาชาติ

Writer: Manushya Foundation
Manushya Foundation
10 minutes ago
2 min read

ชุมชนแนวหน้าเปิดตัวเอกสารข้อมูลเพื่อการรณรงค์ 28 ฉบับ ก่อนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของไทยตามกลไก UPR รอบที่ 4 พร้อมเรียกร้องให้โลกตัดสินสถานการณ์ของไทยจากความเป็นจริงที่ผู้คนต้องเผชิญทุกวัน


สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลสำหรับสื่อมวลชนได้ที่นี่: bit.ly/UPRIVFactsheetsMedia



กรุงเทพมหานคร ประเทศไทย | 21 ตุลาคม 2569 — ผู้นำชุมชนรากหญ้า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และภาคีภาคประชาสังคมจากทั่วประเทศกว่า 350 คน ร่วมเปิดตัวเอกสารข้อมูลเพื่อการรณรงค์ด้านสิทธิมนุษยชน 28 ฉบับในวันนี้ ผ่านงานแถลงข่าวที่ Manushya Foundation และ Thai CSOs Coalition for the UPR and UN Mechanisms ร่วมกันจัดขึ้น เพื่อโต้เรื่องเล่าอย่างเป็นทางการของรัฐ และดึงการต่อสู้ที่ถูกมองข้ามนอกกรุงเทพฯ ขึ้นมาอยู่แถวหน้า ก่อนที่สหประชาชาติจะทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยในวันที่ 9 พฤศจิกายนนี้


งานแถลงข่าวจัดขึ้นที่ 34EIGHT Coffee & Community โดยมี the101.world เป็นพันธมิตรสื่ออย่างเป็นทางการ และเปิดตัวชุดเอกสารข้อมูล "Everything You Need to Know About #WhatsHappeningInThailand" ตัวแทนชุมชนแนวหน้านำเสนอหลักฐานและข้อมูลความล้มเหลวของรัฐไทยที่หลบหลีกการรับผิดต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ การเอารัดเอาเปรียบโดยภาคธุรกิจ พื้นที่การทำงานและแสดงออกของพลเมืองที่หดแคบลง และการควบคุมแบบปิตาธิปไตย พร้อมข้อเรียกร้องให้ปฏิรูปและรับผิดชอบ


เอกสารข้อมูลครอบคลุมสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม รวมถึงสิทธิของชุมชนที่ถูกผลักให้เป็นชายขอบ โดยยึดเสียงของคนแนวหน้าเป็นหัวใจ ไม่ว่าจะเป็นนักปกป้องที่ดินจากชนเผ่าพื้นเมือง พนักงานบริการ ผู้ย้ายถิ่น หรือผู้นำในชนบท พวกเขาแปลงความรู้ท้องถิ่นให้เป็นข้อเรียกร้องที่ทำได้จริง เพราะชุมชนที่อยู่นอกกรุงเทพฯ และนอกความสนใจของกระแสหลัก ต้องมีอำนาจกำหนดการต่อสู้และหาทางออกด้วยตนเอง ไม่ใช่ให้ใครมาพูดแทน


สถานการณ์สิทธิมนุษยชนของประเทศไทยภายใต้กระบวนการ UPR จะถูกตรวจสอบโดยรัฐบาลนานาชาติในวันที่ 9 พฤศจิกายน 2569 ที่เจนีวา ในการประชุมสมัยที่ 53 ของคณะทำงานทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนตามวาระ (UPR) ของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ผู้นำภาคประชาสังคมเรียกร้องให้รัฐที่ทบทวนประเทศไทยเผชิญหน้ากับช่องว่างระหว่างข้ออ้างของรัฐบาลเรื่องความก้าวหน้ากับความเป็นจริงที่ชุมชนต้องใช้ชีวิต บันทึกที่แท้จริงของประเทศต้องกำหนดโดยชุมชนชายขอบที่แบกรับผลของนโยบายรัฐบาลมากที่สุด


ปลดแอกการทูตจากอาณานิคม และทวงคืนอำนาจในการสื่อสารจากชุมชนรากหญ้าไว้ที่ศูนย์กลาง


เอกสารข้อมูลเหล่านี้เป็นผลจากการสร้างขบวนการเคลื่อนไหวเชิงสตรีนิยมแบบปลดแอกอาณานิคมตลอดหนึ่งปี ผ่านเวิร์กช็อปเสริมสร้างศักยภาพระดับภูมิภาคที่หาดใหญ่ ขอนแก่น เชียงใหม่ และกรุงเทพฯ ผู้นำรากหญ้า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และพันธมิตรภาคประชาสังคมกว่า 350 คนร่วมกันสร้างกระบวนการนี้ขึ้นมา


"เรื่องราวสิทธิมนุษยชนของประเทศไทยไม่ได้เริ่มและจบที่กรุงเทพฯ และการต่อสู้ของเรามักถูกมองแยกส่วนกันเกินไป" Emilie Palamy Pradichit ผู้ก่อตั้งและผู้อำนวยการบริหารของ Manushya Foundation กล่าว "ชุมชนคือผู้เชี่ยวชาญ พวกเขาเข้าใจถึงวิถีชีวิตของตนเอง และรู้ว่าการละเมิดสิทธิใดยังคงอยู่ พวกเขารู้ดีที่สุดว่าการเปลี่ยนแปลงอะไรถึงจะแก้ปัญหาของพวกเขาได้ ชุมชนต้องมีเสียงโดยตรงว่าประเทศไทยควรถูกถามเรื่องอะไร และคำตอบเหล่านั้นนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงหรือไม่"


ชุมชนแนวหน้าท้าทายกลไกระหว่างประเทศที่เปิดเวทีให้เจ้าหน้าที่รัฐเล่าความก้าวหน้าผ่านรายงานที่ขัดเกลาจนสวยหรู ทั้งที่ความรุนแรงเชิงโครงสร้างยังคงอยู่ในพื้นที่ พวกเขาเรียกร้องสิทธิที่จะเข้าถึงเวทีเหล่านี้โดยตรง สิทธิควบคุมการบันทึกเรื่องราวและการเป็นตัวแทนของตนเอง และอำนาจที่จะผลักดันการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างตามเงื่อนไขของตนเอง


เสียงจากอัตลักษณ์ที่ทับซ้อนกัน เผยการละเมิดเชิงโครงสร้างที่ฝังลึก


ตัวแทนชุมชนเจ็ดคนเล่าเรื่องจริงที่ร้อยโยงอำนาจรัฐ การเอารัดเอาเปรียบโดยบรรษัท และการกดขี่ที่สืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์เข้าด้วยกัน



สิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง: แทนฤทัย แท่นรัตน์ จาก Manushya Foundation ฉายภาพการสอดแนมทางดิจิทัลที่เข้มข้นขึ้น การคุกคามผ่านกระบวนการยุติธรรม และภัยร้ายแรงที่นักกิจกรรมและผู้ขอลี้ภัยเผชิญจากการกดปราบข้ามชาติทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

 

แทนฤทัย แท่นรัตน์ ย้ำว่าผู้ลี้ภัยทางการเมืองต้องสู้หลายด้านพร้อมกัน และชวนสังคมร่วมตั้งคำถามกับการกดขี่เชิงระบบเหล่านี้ "เรื่องผู้ลี้ภัยอาจดูไกลตัว ใช่ไหมคะ แต่ถ้ามองให้ดี บางคนต้องกลายเป็นผู้ลี้ภัยทางการเมืองเพียงเพราะมีความคิดเป็นของตัวเอง ทั้งที่การพูดความจริงถูกมองเป็นภัยต่อความมั่นคงของชาติ พวกเขาจึงต้องเจอทั้งการฟ้องปิดปาก การสูญหายโดยถูกบังคับ การคุกคามออนไลน์ และการถูกตามล่าข้ามพรมแดน ทั้งหมดนี้เพียงเพราะพวกเขาแสดงความคิดเห็น"


วรภัทร วีรพัฒนคุปต์ จากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) เปิดโปงความจริงที่ชุมชนชายขอบต้องเผชิญ ทั้งสภาพเรือนจำที่เลวร้ายของประเทศไทยและความอยุติธรรมเชิงระบบ โดยเฉพาะการคุมขังผู้ใช้ยาจำนวนมากเกินควร วรภัทร ท้าทายนโยบายเชิงลงโทษของรัฐบาลไทย และชี้ว่ารัฐมีหน้าที่แก้ปัญหายาเสพติดด้วยแนวทางที่ยึดสิทธิและสุขภาพเป็นศูนย์กลาง แทนการเอาผิดทางอาญา


การลอยนวลพ้นผิดเจ้าหน้าที่รัฐบาลไทยในปาตานี: อับดุลเลาะ เงาะ ตัวแทนจากเครือข่ายผู้ได้รับผลกระทบจากกฎหมายพิเศษ (JASAD) และคณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ เปิดโปงวงจรที่ทหารไม่ต้องรับโทษอย่างต่อเนื่อง การสูญหายโดยถูกบังคับ และการทรมานที่กลายเป็นเรื่องปกติภายใต้กฎหมายฉุกเฉินในจังหวัดชายแดนภาคใต้


การเอารัดเอาเปรียบพี่น้องแรงงานในประเทศไทย: วัฒนา สันสา จากสหภาพแรงงานไทยเมทัลโปรดักส์ YMP ชี้ให้เห็นการโกงค่าจ้างอย่างเป็นระบบ อุปสรรคต่อการเจรจาต่อรองร่วม และการขูดรีดคนงานข้ามชาติในเขตเศรษฐกิจพิเศษที่รัฐหนุนหลัง


ผลกระทบต่อประชาชนและภาคเกษตรของข้อตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับประเทศมหาอำนาจ: เฉลิมศักดิ์ กิตติตระกูล จาก FTA Watch และ ปรกชล อู๋ทรัพย์ จาก Bio Thai เตือนว่านโยบายการค้าของไทยเสี่ยงเอาสิทธิของประชาชน อธิปไตยด้านเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกร และสุขภาพของสาธารณะ ไปแลกกับกำไรของบรรษัท พวกเขาเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปฏิเสธกติกาการค้าที่บรรษัทเป็นผู้กำหนด ซึ่งคุกคามการเข้าถึงยาราคาที่จ่ายได้ ทำให้เกษตรกรต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ที่มีเจ้าของสิทธิมากขึ้น และทำให้ชุมชนเสี่ยงต่อสารเคมีอันตราย พร้อมเสนอนโยบายที่ตั้งอยู่บนสิทธิของประชาชน อธิปไตยทางอาหาร และความยุติธรรมด้านสิ่งแวดล้อม ไม่ใช่อำนาจของบรรษัท


ความยุติธรรมของชนเผ่าพื้นเมืองและสิ่งแวดล้อม: เนาวนิตย์ แจ่มพิศ ผู้นำสตรีชนเผ่าพื้นเมืองมอแกน ชี้ว่าการฟอกเขียวและการท่องเที่ยวที่รัฐหนุนหลังกำลังรุกคืบเข้าสู่ที่ดินชายฝั่งของบรรพบุรุษ แหล่งประมง และวิถีชีวิตดั้งเดิมของชาวมอแกนและชาวเลกลุ่มอื่น ขณะที่รัฐไม่เหลียวแลทั้งการสนับสนุนและบริการที่จำเป็น ผลักให้ชนเผ่าพื้นเมืองทางทะเลต้องไปทำประมงอุตสาหกรรมที่ไม่มั่นคงและไร้การกำกับ ความเพิกเฉยของรัฐจึงซ้ำเติมการถูกแย่งชิงที่ดิน แทนที่จะคุ้มครองสิทธิและวิถีชีวิตของพวกเขา



เนาวนิตย์ แจ่มพิศ ชี้ว่าปัญหาเชิงระบบทำให้ชนเผ่าพื้นเมืองของไทยยังไม่ได้รับการยอมรับ "ถ้ารัฐยังเมินเฉยต่อไปแบบนี้ ชาวมอแกนอย่างเราอาจไม่เหลืออัตลักษณ์อะไรอีกเลย"


ขณะเดียวกัน ณัฐพร อาจหาญ จากขบวนการอีสานประชาธิปไตยไทย (IDM) เปิดเผยว่าการขยายเหมืองและนโยบายรัฐที่กีดกัน กำลังคุกคามชุมชนเกษตรกรรมในชนบทภาคอีสาน แย่งชิงที่ดินของบรรพบุรุษและบั่นทอนการดำรงชีพของพวกเขา


ณัฐพร อาจหาญ จากขบวนการอีสานประชาธิปไตยไทย ย้ำว่า "นโยบายทวงคืนผืนป่า ซึ่งใช้มาตั้งแต่ยุค คสช. ทำให้ชาวบ้านและชุมชนดั้งเดิมจำนวนมากถูกยึดที่ทำกิน เพราะรัฐบาลไม่เคยฟังเสียงประชาชน และกลับมาเอาชีวิตของเราไปซ้ำแล้วซ้ำเล่า"


อำนาจเหนือเนื้อตัวร่างกายและความเท่าเทียมทางเพศ: ปสุตา ชื้นขจร จากกลุ่มทำทาง ผลักดันให้ทุกคนมีอำนาจเหนือเนื้อตัวร่างกายของตนเองอย่างเต็มที่ ด้วยบริการทำแท้งปลอดภัยที่เข้าถึงได้ถ้วนหน้าและไร้การตีตรา โดยโยงเสรีภาพด้านการเจริญพันธุ์เข้ากับการต่อสู้ที่กว้างกว่า คือการรับรองเพศสภาพตามกฎหมายและสิทธิของ LGBTI+


"สิทธิและเสรีภาพของเราไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าเราเป็นใครหรืออยู่ที่ไหน" ชื้นขจร กล่าว "สิทธิเหนือเนื้อตัวร่างกายไม่ควรเป็นอภิสิทธิ์ของคนบางกลุ่ม ของคนในเมืองใหญ่ หรือเป็นแค่ภาพสวย ๆ ที่เอาไว้โชว์โลก ไม่ว่าจะเป็นสิทธิของคนข้ามเพศ หรือสิทธิที่จะตัดสินใจเรื่องการตั้งครรภ์และการทำแท้ง"


ชุมชนแนวหน้าเรียกร้องให้ปฏิรูปโครงสร้างและให้รัฐรับผิด


หลังคำให้การรายบุคคล ผู้ร่วมเสวนาห้าคนร่วมถกกันว่า ทำไมมุมมองจากรากหญ้าต้องเป็นหัวใจของการตรวจสอบในกลไกพหุภาคี


ผู้ร่วมเสวนาประกอบด้วย ธัญญกร ทิพยโภคิน จาก Asylum Access Thailand, อัสมะ ตันหยงดาโอะ จากคณะทำงานปาตานีเพื่อติดตามกลไกระหว่างประเทศ, ศุกาญจน์ตา สุขไผ่ตา จากกลุ่มผู้หญิงคนงานเพื่อความยุติธรรม (WJG), ณัฐวัฒน์ กฤตยานวัช จากสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (UCL) และ ธนดล เต้พันธ์ จากมูลนิธิยังไพรด์


อัสมะ ตันหยงดาโอะ ซึ่งเป็นกรรมการของ Manushya Foundation ด้วย เล่าถึงผลของวงจรความรุนแรงที่ตามมาตั้งแต่วัยรุ่นจนถึงวันที่เป็นแม่


อัสมะ ย้ำข้อเรียกร้องให้คุ้มครองสิทธิของประชาชนปาตานี และชี้ว่าวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดของเจ้าหน้าที่และการทำให้พื้นที่เป็นทหารถูกทำให้เป็นเรื่องปกติในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จนบั่นทอนและเป็นภัยต่อชุมชนมาหลายรุ่น 


"ฉันร่วมกระบวนการ UPR มาตั้งแต่รอบที่ 1 จนถึงรอบที่ 4 และข้อเรียกร้องของฉันก็ยังเหมือนเดิม คือไม่ควรมีกฎหมายความมั่นคงที่ไหนในประเทศไทยเลย ลูกของคนอื่นเห็นรถถังของเล่นแค่ในวันเด็ก แต่เด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างลูกสาวของฉันต้องเห็นรถถังจริงทุกวัน พูดง่าย ๆ คือ เราชาชินกับการใช้ชีวิตภายใต้กฎหมายความมั่นคงไปแล้ว"


ผู้ร่วมเสวนาชี้ว่า การถูกตัดโอกาสทางเศรษฐกิจ ความรุนแรงที่รัฐหนุนหลัง การทำลายสภาพภูมิอากาศ และการเลือกปฏิบัติทางเพศสภาพ ไม่ใช่เรื่องที่แยกออกจากกันได้ แต่คือระบบที่ซ้อนทับกัน ซึ่งออกแบบมาเพื่อรักษาอำนาจของศูนย์กลาง โดยแลกกับกลุ่มชายขอบ


ภายในงาน ชุมชนร่วมกันชูป้ายผ้าแสดงพลังร่วมของภาคีอย่างเป็นปึกแผ่น และส่งสารถึงทั้งรัฐสมาชิกสหประชาชาติและหน่วยงานของรัฐบาลไทย ถึงรัฐสมาชิกสหประชาชาติ: ขอให้ตรวจสอบสถานการณ์ของประเทศไทยผ่านสายตาของประชาชน ปฏิเสธถ้อยแถลงของรัฐ และเรียกร้องข้อเสนอแนะที่เฉพาะเจาะจงและนำไปปฏิบัติได้จริง ถึงหน่วยงานของไทย: ขอให้แปลงข้อเสนอแนะเหล่านั้นเป็นการปฏิรูปที่วัดผลได้ โดยให้ชุมชนที่ได้รับผลกระทบเป็นผู้กำหนด ติดตาม และท้วงติงการดำเนินงาน



ชุดเอกสารข้อมูลเพื่อการรณรงค์ UPR IV ฉบับสมบูรณ์ ซึ่งว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม และสิทธิของชุมชนที่ถูกทำให้เป็นคนชายขอบ เข้าถึงได้ออนไลน์ที่ ลิงก์นี้.



MEDIA CONTACT:


Jo Badong

ผู้จัดการฝ่ายสื่อสารและแคมเปญ

Manushya Foundation

+81 863 7526



 
 
bottom of page